(Please see Thai below)

During my Vipassana’s teaching, I found lots of karmas in my students. Many of those are interesting worth sharing as Dhamma Dāna (a giving of Dhamma).

Before talking about karma, let’s revisit that human being consists of the five aggregates. They are one physical form and the other four mental forms: Vijñāna is consciousness, an awareness of an object and discrimination of its components and aspects. Saṃjñā is perception or cognition part. It can be defined as grasping at the distinguishing features or characteristics. Vedanā is feeling or sensation part. Saṅkhāra is mental formations keeping thoughts and feeling that has been formed or cooked out. Its function is Karma Data store which like a Database of a computer.

If karma has been stored in our mental database, this karmic code indicates our karmic consequence in the future. Mind is an energy current, similar to magnetic wave. Whenever the merit power weakens, the vibration power of accumulated karma in the mind will become a centrifugal force reaping the karmic consequence as our karmic debt to us. This is why karmic creditor from different world is able to discover one who has harmed him, regardless of place or realm the one will be. This is a scientific explanation.

Thus, karmic creditor, who does not accept our asking for defunct karma, is able to meet us even if the karmic action took place thousands years or more ago. Some spiritual punishment must be done in heinous karma although karmic creditor forgave us because the rule of morale must be preserved and a lesson must be learned.

Most people would want to escape repaying their own karma debt to whom they have harmed. They try to seek a way or a helper to get them escape their karmic consequence instead of rectify their minds through diligent effort to end the rebirth cycle.

For some karma, karmic creditor would like karmic doers learn and understand the suffering or to taste the bitterness that karmic creditor experienced. Hence, asking for a pardon by a simple act is not accepted.

Some people practice a meditation in the hope that this can cure their disease. Their mind is full of craving and they are so concerned with their own problem. If you believe in Samsara and keep meditating to understand the Law of Karma, you will finally understand why others don’t get sick like you…why any doctor can’t help you recover. You may think of someone you hurt badly in the past. Even though you may remember him vaguely, you are still compassionate and feel his suffering. Your tender mind will get compassion from enmity. But, if you ignore others’ pain, no one will compassionate you. When you remember your mistake and persevere to repay for what you’ve done by practicing mediation, your enemies will forgive you and don’t ruin your health.

If you do good deeds to run away from illness or to attain the heaven, you won’t cross the sea of suffering. You may keep your head above water once. You, being tied with defilements then sink into the sea again.

One who can fully know Dhamma will make merit without craving for the result of merit. He will do good deeds for himself and other people for the sake of doing it. Then the power of virtue will escalate immensely. As you can see, one who doesn’t ask for will receive.

If you are facing difficulties, you should accept your mistakes and move on. We all make mistakes. Blunders are lessons; we have to teach ourselves.

I wish your current lapse was the last mistake of your life. Keep practicing of virtues with Vipassana meditation to permanently conquer yourself and end this Samsara.

Master Acharavadee Wongsakon

Quote on Picture

If you do good deeds so to run away from illness or to attain the heaven,

you won’t cross the sea of suffering.

One who can fully know Dhamma will make merit without craving for the result of merit.

He will do good deeds for himself and other people just for the sake of doing it.

Then the power of virtue will escalate immensely.

As you can see, one who doesn’t ask for will receive.

Translated by Chotika Rujirachun, Wichuda Kaiskaew

“เหตุแห่งกรรม

ในการสอนวิปัสสนากรรมฐาน อาจารย์ได้ประสบกรรมของศิษย์มากมาย หลายคนมีกรรมที่น่าสนใจที่ควรเผยแพร่เป็นธรรมทาน ก่อนจะพูดเรื่องกรรมก็ขอย้อนความรู้ในธรรมให้ทุกท่านเข้าใจอีกครั้งว่า คนเรานั้นประกอบไปด้วยขันธ์ 5 คือร่างกาย 1 ส่วน และอีก 4 ส่วนเป็นจิตซึ่งแบ่งออกเป็น วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร

วิญญาณคือส่วนรับรู้ สัญญาคือส่วนจำได้หมายรู้ เวทนาคืออารมณ์และความรู้สึก สังขารคือส่วนเก็บสะสมการปรุงแต่งที่ทำหน้าที่สะสมข้อมูลกรรม เหมือนฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หากฐานข้อมูลจิตเราสะสมกรรมไว้ รหัสนี้ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เราต้องรับผลในอนาคต จิตคือกระแสพลังงาน มีแรงโน้มเหนี่ยวแบบคลื่นแม่เหล็ก พอช่วงเวลาที่แรงส่งจากบุญอ่อนแรง กรรมที่สะสมไว้ในจิตก็จะมีพลังสั่นสะเทือนเกิดแรงเหวี่ยงให้รับผลเป็นวิบากกรรมที่ต้องชดใช้ ทำให้เจ้ากรรมข้ามภพเขาก็หาเจอว่า คนที่เคยทำร้ายเขาบัดนี้ในภพภูมิใหม่อยู่ที่ไหน นี่อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์

ดังนั้น ไม่ว่านานนับพันปีแค่ไหน หากเจ้ากรรมเขาไม่อโหสิกรรมยังไงก็ตามหากันเจอ แต่กรรมหนักบางประการแม้เจ้ากรรมเขาอโหสิกรรมแล้ว แต่กฎทางโลกวิญญาณเขาก็ยังต้องลงโทษกันบ้าง ไม่อย่างนั้นจะเสียระบบและไม่รู้จักเข็ดหลาบ

คนส่วนใหญ่ ชอบแต่จะหนีกรรม เวลาทำเขาเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ไม่อยากรับผล พอรู้ว่าใคร หรือที่ไหนพาหนีได้ก็รีบแห่ไปหาตัวรอดกัน แต่ไม่สนใจเรื่องการแก้จิตทั้งระบบ ไม่มีวิริยะต่อการเพียรสู่การหลุดพ้น กรรมบางอย่างเจ้ากรรมเขาอยากให้เราได้รับรู้รสชาติแห่งความขมขื่นที่เขาได้รับบ้าง ให้ได้เข้าใจหัวใจเขาบ้าง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อคิดแต่จะเอาตัวรอดโดยไม่มีใจน้อมถึงความผิดของตนเลย

คนที่มาภาวนาเพราะจะรักษาโรค นี่เสร็จทุกราย เพราะใจมีแต่ตัณหาและหมกมุ่นกับปัญหาของตัวเอง แต่หากตั้งใจภาวนาเพราะศรัทธาอยากพ้นไป ทั้งน้อมใจเห็นความผิดของตนก็พอจะช่วยได้ คือพึงยอมรับว่านี่คือกรรมจริง ๆ เพราะหากไม่ใช่กรรมทำไมคนอื่นไม่ป่วยเหมือนเรา ทำไมไปหาหมอที่ไหนก็ไม่รู้สาเหตุรักษาไม่ได้ ให้น้อมใจนึกถึงผู้ที่เราได้เคยทำร้ายเขามาแต่อดีต แม้จะรู้ไม่ชัดคือรู้เพียงเลา ๆ แต่ก็เหมือนเวลาเราเห็นใครเจ็บป่วยมาก หากใจมีเมตตาก็จะนึกสงสาร นึกน้อมว่าคนเขาคงทุกข์ทรมาน ใจก็อ่อนโยนเห็นอกเห็นใจกัน ใจที่อ่อนโยนเป็นใจที่จักได้รับความเมตตา แต่ใจที่เห็นแก่ตัวไม่สนใจความทุกข์คนอื่น คิดแต่จะหนี เจ้ากรรมที่ไหนจะเมตตา แล้วหากคิดได้แล้วพากเพียรชดใช้กรรมด้วยการเจริญภาวนาเพื่อชดใช้หนี้ต่อกัน เจ้ากรรมเขาจะได้อโหสิกรรมไม่มาฝังบีบทำลายอยู่ในสังขารอยู่นี่

การมุ่งทำบุญเพราะอยากหนีและมีตัณหาอยากได้บุญ ทำเท่าไหร่ก็ยังได้แค่วนอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ โผล่ขึ้นเป็นคราว ๆ แล้วก็จมลงใหม่ด้วยกิเลสที่มัดตนไว้

ผู้ที่เข้าถึงธรรมแบบถึงเนื้อถึงกระดูก เวลามองชีวิตแล้วมองขาดกระจุย ทำบุญไม่สนอานิสงส์ ทำบุญเพียงเพื่อความดีงามแห่งตนและเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง แรงส่งแห่งอานิสงส์จึงเพิ่มพูนมหาศาล เข้าตำรา ผู้ไม่ขอย่อมได้ ผู้ให้ย่อมได้รั

ดังนั้น ใครที่กำลังประสบกรรมอยู่ขอให้น้อมใจรับ แต่ไม่น้อมใจแพ้ต่อโชคชะตา เราทุกคนเคยเป็นผู้ผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น มิฉะนั้นเรามิอาจมาพบกันอีก ย่อมเป็นผู้พ้นไปแล้วทั้งนั้น แต่เพราะผิดเป็นครูจึงต้องสอนใจให้มั่

ขอให้การพลาดพลั้งของเราครั้งนี้ เป็นความผิดในชีวิตครั้งสุดท้าย เพียรสร้างกุศลกรรมด้วยการภาวนาเพื่อสร้างเหตุที่จะทำให้เรา ได้รับผลเป็นผู้ชนะตนเองอย่างถาวร ไม่ต้องกลับมาในวัฏฏะนี้อีก

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ที่มา : คัดจากคำสอนจาก “เหตุแห่งกรรม” Techoblog 6 กุมภาพันธ์ 2556